จอร์จินโญ่โคตรคุ้มทำลาย2สถิติพรีเมียร์ลีก

จอร์จินโญ่ มิดฟิลด์ทรงคุ้นค่าของ เชลซี ค่อยๆตอบแทนเม็ดเงินต้นสังกัดอย่างต่อเนื่องล่าสุดก็ทำลาย 2 สถิติสำคัญในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีทั้งผ่านบอลและสัมผัสบอลมากที่สุด แม้สุดท้ายจะไม่สามารถช่วย “สิงห์บลูส์” เก็บชัยชนะต่อเนื่องเพราะทีมทำได้เพียงแค่เสมอ เวสต์แฮม แบบไร้สกอร์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

จอร์จินโญ่ กองกลางตัวเก่ง เชลซี สร้างสถิติกลายเป็นนักฟุตบอลที่ผ่านบอลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในเกมที่ทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” ทำได้เพียงแค่เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 0-0 ที่สนามลอนดอน สเตเดี้ยม เกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา

ดาวเตะทีมชาติอิตาลี ซึ่ง เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนเก่งดึงตัวมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะช่วยต้นสังกัดเก็บชัยชนะในแมตช์เยือน “ขุนค้อน” แม้ว่าจะทำไม่สำเร็จ แต่เจ้าตัวก็สร้างสถิติน่าเหลือเชื่อด้วยการผ่านบอลจำนวน 180 ครั้งซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04

สำหรับสถิติดังกล่าวมีการเริ่มจดบันทึกรายละเอียดข้อมูลการผ่านบอลในซีซั่น 2003-04 โดย อิลคาย กุนโดกัน มิดฟิลด์ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเจ้าของสถิติเดิมในแมตช์ที่เปิดบ้านรับมือ เชลซี เมื่เดือนมีนาคม (ผ่านบอล 174 ครั้ง) ขณะที่ จอร์จินโญ่ ยังเคยผ่านบอลได้ถึง 173 ครั้งในเกมที่พบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ช่วงต้นซีซั่นนี้ด้วย

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ อดีตดาวเตะ นาโปลี วัย 26 ปี ยังสร้างอีกสถิตินั่นก็คือเป็นนักเตะที่สัมผัสบอลมากที่สุดในลีกประจำฤดูกาลปัจจุบันด้วยตัวเลข 191 ครั้ง แซงหน้า แฟร์นันดินโญ่ มิดฟิลด์ตัวเก่ง แมนฯ ซิตี้ ที่เคยทำสถิติเอาไว้อยู่ที่ 186 ครั้ง

ขอบคุณที่มาข้อมุล www.siamsport.co.th

Advertisements

คัมเบะรู้ดีอุบลฯห้ามแพ้เกมหน้า-ชี้นักเตะต้องเติบโต

จากผลงานของ อุบล ยูเอ็มที ที่บุกไปแพ้ให้กับ ทรูแบงค็อก ยูไนเต็ด 0-1 ในไทยลีก 2018 เกมที่ 29 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ยังมีอยู่ 21 คะแนน ตามหลังอันดับ 13 ที่รอดตกชั้นอย่าง ชัยนาท ฮอร์นบิล อยู่ถึง 14 แต้ม และเหลือการฟาดแข้งเดียงแค่ 5 เกมเท่านั้น

คัมเบะ ซูกาโอพ เทรนเนอร์ชาวญี่ปุ่นของ “เทพอินทรี” กล่าวถึงสถานการณ์ก่อนออกไปเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี ในเกมที่ 30 ว่า

“ผมรู้ดีว่าถ้าเราไม่สามารถชนะเกทหน้าได้ก็จะตกชั้นทันที มันจะเป็นสถานการ์ณที่ยากลำบากสำหรับทีมของเรา แน่นอนว่า 5 แมตช์จากนี้ไปจะต้องโฟกัสที่ทีมของเรา เกมหน้าในการอออกไปเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี เราก็จะต้องรักษาการเล่นแบบสไตล์ตัวเองไว้ แม้ไม่รู้ว่าทีมจะอยู่รอดหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องการสร้างผู้เล่นที่มีอยู่ให้สามารถเติบโตขึ้นกว่าเดิม”

สำหรับสถานการณ์ของ อุบล ยูเอ็มที ถ้าวันเสาร์ที่ 15 ก.ย.นี้ พวกเขาออกไปแพ้ สุพรรณบุรี เอฟซี จะกลายเป็นทีมที่สองต่อจาก แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ตกชั้นไปเล่นที 2 ปีหน้าทันใด เพราะมีคะแนนตามอันดับ 13 อย่าง ชัยนาท ฮอร์นบิล ที่เป็นพื้นที่รอดตกชั้น 14 แต้ม ทว่าเหลือ 4 เกมเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก www.siamsport.co.th

จอห์น อัลดริดจ์ – ความผิดพลาดของอลีสซงต้องไม่เกิดขึ้นอีก

อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูค่าตัวแพงของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ก่อความผิดพลาดชนิดไม่น่าให้อภัยขึ้นในเกมพรีเมียร์ลีกที่บุกไปเอาชนะ “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และนั่นก็ทำให้เขาถูกตำหนิไม่น้อยไม่ว่าจาก

ALS01

จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง เมื่อ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังเพื่อนร่วมทีม ส่งคืนหลัง แต่ อลีสซง เล่นยากไม่ยอมเตะเคลียร์บอล กลับพยายามจะล็อกหลบคู่แข่งจนทำให้ถูก เคเลชี อิเฮียนาโช่ กองหน้า เลสเตอร์ ฉกลูกเอาไปถวายพานให้ ราชิด เกซซาล ยิงเข้าประตูไป

นั่นอาจถือเป็นเรื่องโชคดีเล็กน้อยที่สุดท้ายแล้ว ลิเวอร์พูล ยังสามารถประคองตัวเก็บ 3 คะแนนกลับบ้านได้สำเร็จ แต่มันก็ส่งผลให้ทั้ง อลีสซง และต้นสังกัดต้องพลาดโอกาสทำสถิติเก็บคลีนชีต 4 นัดรวดในช่วงออกสตาร์ตซีซั่นนี้ และล่าสุด จอห์น อัลดริดจ์ ตำนานดาวยิง”หงส์แดง” ก็ออกมาชี้ว่า จอมหนึบทีมชาติบราซิลไม่อาจก่อความผิดพลาดแบบนี้ขึ้นได้อีกแล้ว

“ความผิดพลาดของ อลีสซง คือครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผู้รักษาประตู ลิเวอร์พูล สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นกับตัวเขา ขณะที่เกมรุก ลิเวอร์พูล เล่นกันแบบตะกุกตะกัก เราสามารถป้องกันได้ดียกเว้นความผิดพลาดของ อลีสซง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้”

ตอนที่เขาเกือบที่จะโดน เกล็น เมอร์เรย์ ตัดบอลในเกมกับ ไบรท์ตัน นั่นควรจะเป็นบทเรียนสอนให้เขารู้ว่าคุณไม่อาจเล่นอะไรแบบนี้ได้ในพรีเมียร์ลีก ในฐานะอดีตกองหน้าอย่างผม หลังจากเห็นแบบนั้นแล้ว ผมจะเข้าไล่กดดันเขาทุกครั้ง เพราะรู้ว่าเขาจะพยายามเล่นอะไรแบบนั้นแน่นอน”

“สิ่งที่ดีคือเราชนะในเกมนั้นและมันไม่ส่งผลต่อเรา ถ้าหากว่ามันทำให้เราต้องเสียคะแนนไป มันก็จะยิ่งเด่นชัดมากกว่านี้ แต่เขาก็รอดตัวไปได้ คุณต้องการให้เขามั่นใจ และมันก็ไม่ใช่การส่งคืนหลังที่ดี แต่เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว และหากไม่มีใครอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะ มันก็ควรจะเป็นการหวดทิ้งแบบตูมเดียว”

“นั่นคือครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ อลีสซง สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นกับตัวเขา เพราะตอนนี้มันจะมีแรงกดดันมหาศาลเกิดขึ้นกับเขา และพวกกองหน้าก็จะเข้าประชิดตัวทุกครั้งที่คิดว่าเขาอาจพยายามทำอะไรแบบนั้นอีก สิ่งที่เขาต้องทำคือแค่เน้นไปที่จังหวะการเล่นบอลที่เขาทำได้ดีอยู่แล้ว”

“มันเป็นเรื่องของสามัญสำนึกที่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ มันดูมหัศจรรย์ในเกมกับ ไบรท์ตัน แต่ถ้ามันเป็นผู้รักษาประตูของผม ผมจะบอกเขาว่าอย่าทำแบบนั้นอีก มันไม่ใช่แค่เตะยาว เขาสามารถผ่านบอลสั้นได้ หากไม่นับความผิดพลาดนั้นแล้ว เขาทำได้อย่างยอดเยี่ยมมาก” อัลดริดจ์ กล่าวทิ้งท้าย

ประวัติของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ชื่อเต็ม : โมฮาเหม็ด ซาลาห์
วันเกิด: 15 มิถุนายน ค.ศ. 1992 (25 ปี)
เกิดที่ : บาสยูน, ประเทศอียิปต์
สัญชาติ : อียิปต์
ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

ซาลาห์ เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกให้กับชุดเยาวชนของ เอล โมคารูน ทีมในลีกของอียิปต์ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงศักยภาพออกมาเรื่อยๆจนไปเตะตาแมวมองของทีม บาเซิ่ล ยอดทีมในศึกสวิตเซอร์แลนด์หลังจากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ได้สะเด่าซะเหลือเกินจนย้ายไปอยู่หลายลีกหลายทีมด้วยกันและตอนนี้ ซาลาห์ ได้กลายเป็นแข้งคนสำคัญของสาวก “เดอะ ค็อป” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจาก ซาลาห์ บ่มเพาะฝีมือกับทีมชุดเยาวชนของเอล โมคารูน อยู่ถึง 4 ปีในที่สุดโอกาสในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงประเดิมสนามในวันนี้ 3 มิถุนายน 2010 โดยลงมาเป็นสำรองในเกมที่เจ๊ากับ เอล มันซูร่า 1-1 ซึ่งจากการลงสนามในเกมวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเจ้าตัวก็ปลดล็อคซัดประตูแรกในเกมลีกได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2011-2012 หลังจากได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงและกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าแต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่จนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 74 รายและบาดเจ็บระนาวถึง 500 จึงส่งผลให้สมาคมฟุตบอลอียิปต์ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันทีงหมดในซีซั่นนั่นเอง

จากผลงานอันสุดสะเด่าขึ้นหิ้งแบบนี้ทำให้เจ้ามีข่าวการย้ายทีมอย่างหนาหูและหนึ่งในนั่นก็คือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมจากแดนผู้ดีที่จ้องฉกไปร่วมทีมด้วยและ “หงส์แดง” ก็สำเร็จด้วยการยื่นข้อเสนอให้กับ โรม่า สูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1827 ล้านบาท) และเป็นการทุบสถิติสูงสุดของสโมสรด้วย ซาลาห์ โดยเจ้าได้ย้ายมาเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาและกลายเป็นนัดเตะอียิปต์คนแรกของลิเวอร์พูล ด้วย ซึ่งหลังจากเจ้าตัวย้ายกลับมาค้าแข้งที่อังกฤษอีกครั้งก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาสถิติของสโมสรเสียจริงๆด้วยการนำเป็นดาวซัลโวเดี่ยวๆของศึกพรีเมียร์ลีกและปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ ซาลาห์ คือผู้แบกความหวังของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างแท้จริง


ซาลาห์ เริ่มลงเล่นในชุดยู-20 และ ยู-23 พาทีมไปลงเตะศึกบอลโลกชุดเล็กก่อนที่ฟอร์มการเล่นจะเข้าตาสุดๆจนถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่และเบิกสกอร์แรกได้เป็นสำเร็จในเกมเอาชนะ เซียร่า ลีโอน ก่อนจะบวกสกอร์มาเรื่อยๆทั้งการซัดแฮทริคพาทีมเข้ารอบในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ พร้อมกับพ่วงได้รับทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเม้น ก่อนที่ในศึกฟุตบอลโลกก็รับบทบาทเป็นจอมทัพเหมือนเดิมและเป็นคนซัดประตูชัยส่งทีมบ้านเกิดไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียกลางปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดื่มให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพ แถมความงามด้วยนะ

 

Image

หน้าร้อนระอุ อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำควรดื่มวันละ 2.2 ลิตร หรือประมาณ 9 แก้ว ถ้าดื่มน้ำน้อยกว่านี้ ทางแพทย์จีนระบุว่าเลือดลมเดินไม่สะดวก และเป็นบ่อเกิดสารพัดโรค ถ้าดื่มน้ำน้อยกว่านี้ ปริมาณเลือดในร่างกาย 90% ซึ่งมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก

ตามหลักของแพทย์แผนไทย ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้ดีนั้น ต้องอาศัยธาตุไฟในการย่อย การดื่มน้ำมาก หรือเลือกกินอาหารฤทธิ์เย็นมากจนเกินไป ระหว่างมื้ออาหารจะ ไปดับไฟย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยไม่ดี พออาหารถูกย่อยไม่สมบูรณ์ ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่เต็มที่ อาหารก็ย่อยได้ยากขึ้น

ควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร?

นำน้ำหนักตัว นำไปคูณ 2.2 คูณ 30 ซึ่ง 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตร เช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม เอาเข้าแทนค่าก็จะได้ควรดื่มน้ำ 60 คูณ 2.2 คูณ 30 ซึ่ง 2 – 1980 มิลลิลิตร หรือประมาณ 10 แก้วต่อวัน

ถ้าดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ผู้หญิงดื่มน้ำน้อยๆ เกือบร้อยทั้งร้อยก็จะบอกว่าประจำเดือนมาน้อย เป็นลิ่มเลือดสีเข้ม หนืด และมีอาการปวดประจำเดือน สาเหตุจากไม่ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะเอาที่ไหนไปสร้างเลือด แต่ถ้าดื่มน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดี การดื่มน้ำมากจนเกินไประหว่างกินอาหาร จะทำให้ร่างกายย่อยอาหารไม่ดี

139

ดื่มน้ำตอนไหนดี?

ตอนเช้าตื่นขึ้นมาดื่มน้ำก่อนเลย 2-5 แก้ว หรืออย่างน้อย 1 แก้วทันทีที่ตื่นนอน เพื่อลดความเข้มข้นของเลีอด และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในให้ตื่นตัว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ การดื่มทันที ก็เพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร

9.00-10.00 น. คืออีก 2 แก้วของช่วงเช้า ช่วยชำระของเสียออกจากร่างกาย

ครึ่งแก้ว ก่อนอาหาร 15 นาที จะช่วยให้ระบบการย่อยดีขึ้น สาวๆ ลดน้ำหนักแนะให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว 30 นาทีก่อนมื้ออาหาร

ครึ่งแก้ว หลังอาหาร 40 นาที ช่วยระบบย่อยอาหาร แต่ไม่ควรดื่มน้ำเกิน 1 แก้ว เพราะจะไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร และไม่ควรจิบน้ำไปกินข้าวไป
ระหว่างวันให้จิบน้ำตลอดวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

ตบทายของวัน ดื่มอีก 1 แก้วก่อนเข้านอน ช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ และกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่า 1 แก้ว เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักในระหว่างหลับ และตื่นมาปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้นอนหลับไม่สนิท

อย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก และจิบถี่ๆ โต๊ะทำงานควรมีขวดน้ำ แก้วน้ำ วางไว้ข้างๆ ตัว จิบไปให้ได้ทั้งวัน ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึม ก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมด แล้วอย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหน ก็จะรู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ดื่มน้ำน้อยไปหรือไม่ ให้สังเกตุสีปัสสาวะสีเหลืองเข้ม คือสัญญาณเตือนควรดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย

กินน้้ำเยอะผิวดี